องค์ความรู้เรื่องการผลิตข้าว

1.เรื่อง การทำนา

2.ชื่อนายสมบัติ ลักษณะวิลัย

วันเดือนปีเกิด  4 ธันวาคม 2508

หมายเลขบัติประชาชน 3-1205-00147-77-2

ที่อยู่ 19/1  หมู่ที่ 7 ตำบลขุนศรี  อำเภอไทรน้อย  จังหวัดนนทบุรี

โทรศัพท์ 084-084-7524

3.ความเป็นมา

นายสมบัติ  ลักษณะวิลัย  เกิดในครอบครัวที่ประกอบอาชีพทำนา  ในวัยเด็กเห็นเพื่อนๆพี่ๆที่ออกมาทำงานโรงงาน งานบริษัทหรือรับจ้างทั่วไป ตื่นมาตอนเช้าก็ต้องรีบไปทำงาน ตกเย็นก็กลับบ้าน ทุกอย่างล้วนกำกับด้วยเวลา  และไม่มีความเป็นอิสระในอาชีพของตนเอง  ถ้าขาดหรือลาก็ไม่ได้เงิน หลังจากจบการศึการะดับมัธยมศึกษา ก็เลยออกมาทำนา เพราะคิดว่าอาชีพนี้น่าจะมีความเป็นอิสระ  และอีกอย่างก็เป็นอาชีพที่พ่อแม่ทำอยู่ด้วย  และที่บ้านก็มีที่นาเป็นของตนเองอยู่ประมาณ 98 ไร่ และให้เช่า 70 ไร่  พ่อทำ 24 ไร่ แบ่งเป็นทำสวน 12 ไร่ และทำนา 12 ไร่ โดยตัวเองเริ่มทำนาตั้งแต่ ปี 2524  เมื่อทำนาได้ประมาณ 2 ปีกว่าๆ ตอนนั้นราคามะม่วงสูงมาก  เลยตัดสินใจร่วมกับพี่ชาย  ปรับเปลี่ยนพื้นที่นาบางสวนเป็นสวนมะม่วง  ทำนาด้วย  ทำสวนด้วยอยู่ 15 ปี ราคามะม่วงตกต่ำเนื่องจากมีคนหันมาทำสวนมะม่วงเยอะ  และเปรียบเทียบรายได้แล้ว ทำนามีรายได้เยอะกว่า จึงปรับเปลี่ยนสวนมะม่วงเป็นพื้นที่นาทั้งหมด  ปัจจุบันจึงมีอาชีพทำนาอย่างเดียว พื้นที่ 78 ไร่ และกันพื้นที่ส่วนหนึ่งไว้ปลูกพืชล้มลุกเป็นอาชีพเสริมเพิ่มรายได้ระหว่างรอผลผลิตข้าวโดยช่วยกันทำกับลูกสาวและลูกชาย

4.องค์ความรู้ที่ใช้ในการทำนาและงานที่ภาคภูมิใจ

ทำนาโดยหลีกเลี่ยงฤดูกาลที่จะทำให้เสี่ยงกับผลผลิตลดลงหรือช่วงที่ข้าวตั้งท้อง เช่น หลีกเลี่ยงฤดูฝน ฤดูหนาว และฤดูร้อน หรือช่วงมรสุม โดยทำการจดบันทึกเหตุการณ์ในแต่ละปี และนำมาวางแผนการผลิต  และทำนาโดยไม่เผาฟาง ซึ่งเป็นการทำนาที่รักษาคุณภาพของดิน ผลผลิตที่ได้รับคืออยู่ที่ 950-1,150กิโลกรัมต่อไร่ และมีความภูมิใจที่สามารถทำนาและไม่เคยขาดทุน มีรายได้จากการทำนาจนสามารถซื้อที่นาเพิ่มอีก  70 ไร่ โดยไม่เป็นหนี้  และมีใช้จ่าย  ซื้อของใช้ในบ้านหรืออุปกรณ์ ยานพาหนะด้วยเงินสด

5.สรุปองค์ความรู้ที่ใช้

    5.1 การผลิต

เริ่มต้นของการทำแต่ละรอบหลังการเก็บเกี่ยว โดยหนึ่งปี จะทำนาทั้งหมด 3 ครั้ง โดยมีขั้นตอน คือ หลังจากเก็บเกี่ยวเสร็จครั้งที่แล้วจะจะใช้รถตีดินและฟางข้าวคลุกเคล้ากัน และเอาน้ำเข้าขังไว้ประมาณ 5 วันจนน้ำเริ่มแห้ง  หลังจากนั้นใช้รถตีดินอีก 1 รอบเพื่อบดฟางเปื่อยยุ่ยจนละเอียด  แล้วขังน้ำทำเทือก 15 วัน หลังจากนั้นหว่านเมล็ดพันธุ์ข้าวที่แช่เตรียมไว้ลงในนา อัตราส่วน 25 กิโลกรัม/ไร่ ทิ้งไว้ประมาณ 3 วันก็ฉีดยาคุมหญ้า ทิ้งไว้  7 วันสูบน้ำเข้านาจนข้าวอายุครบ 20 วัน ใส่ปุ๋ยยูเรีย (46-0-0)  10 กิโลกรัม/ไร่  เมื่อข้าวอายุครบ 40-45  วันใส่ปุ๋ย (16-20-0) 25 กิโลกรัม/ไร่ แล้วรอเกี่ยว  ผลผลิตที่ได้ประมาณ 950-1,150 กิโลกรัม/ไร่ ซึ่งเฉลี่ยแล้วใช้ปุ๋ยประมาณ 35-40 กิโลกรัม/ไร่  ส่วนยาฆ่าแมลงและเชื้อราจะฉีดตามรอบที่วางแผนไว้ตามอายุข้าว โดยเน้นการป้องกันไว้ก่อนมากกว่าการตามแก้ไขหลังจากที่เกิดปัญหาแล้ว เพราะถ้าเป็นการแก้ไขจะเป็นการเพิ่มต้นทุนการผลิตมากกว่าที่คาดการณ์ไว้  ต้นทุนที่ใช้ในปัจจุบันจะปรับขึ้นลงตามฤดูกาลเพาะปลูก ซึ่งเฉลี่ยแล้วอยู่ที่ไร่ละประมาณ 3,000-4,500 บาท  ตามรายการดังนี้

– ค่าเมล็ดพันธุ์ข้าวปลูก                       430  บาท

– ค่าสารกำจัดแมลงและศัตรูพืช              800-1,000  บาท

– ค่าปุ๋ย                                        500-600  บาท (ผันแปรตามตลาด)

– ค่าน้ำมัน                                    500     บาท

– ค่าตีดิน 2 ครั้ง                              240     บาท

– ค่าจ้างแรงงาน (หว่าน ฉีดยา เกี่ยว)        700-750  บาท

– ค่าซ่อมบำรุงอุปกรณ์                        100  บาท

– ค่าเช่านา                                    600 บาท/ครั้งที่ทำนา

ทั้งนี้ค่าแรงเจ้าของนาไม่ได้คิดเป็นต้นทุน  เนื่องจากเป็นผู้ดำเนินการเอง  จึงถือว่าผลกำไรที่ได้ คือ  ค่าตอบแทนจากการดำเนินการ

จดบันทึกบัญชีฟาร์ม (รายจ่ายทั้งหมด) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการทำนาว่าแต่ละฤดูกาลมีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง ต้นทุนและผลตอบแทนที่ได้รับ คิดเป็นกำไรเท่าไหร่ในแต่ละฤดูกาล (ซึ่งแต่ละฤดูกาลจะไม่เท่ากัน) ซึ่งการบริหารจัดการผลตอบแทนทั้งหมดจะดำเนินการโดยเข้าบัญชีทุนก่อน  ถ้าสิ่งที่จดบันทึกบัญชีฟาร์มต้นได้น้อยกว่าฤดูกาลที่แล้ว  ต้องเอาผลกำไรเติมให้เต็มจำนวนก่อน แล้วฝากธนาคารไว้ใช้ในฤดูกาลถัดไป (ต้นทุนนี้พ่อกับแม่ได้ลงทุนไว้ให้ 50,000 บาท ซึ่งทุกวันนี้ก็ยังคิดว่าใช้เงินท่านลงทุนทำนาอยู่ทุกฤดูกาล)

กำไรสุทธิจะแบ่งออกเป็น 3 ส่วน  คือ 1. ใช้จ่ายรายเดือนในครอบครัวจนถึงฤดูกาลเก็บเกี่ยวการผลิตฤดูกาลหน้า  2. เงินโบนัสส่วนตัวของแต่ละคน  และ 3. เก็บสะสมเป็นกองกลางยามฉุกเฉินหรือนำไปลงทุนธุรกิจอื่น เช่น ค่าเล่าเรียนบุตร  ซื้อสิ่งของเครื่องใช้ภายในบ้าน เป็นต้น

       5.2 การตลาด

ขายเป็นข้าวเปลือกที่ท่าข้าววุฒิเจริญ เนื่องจากมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ให้ราคาดี และไม่ต้องจ่ายค่าขนส่งข้าวมาที่โรงสี (เฉพาะสมาชิกที่อยู่ในกลุ่มยกเว้นค่าขนส่ง)

6.ปัจจัยแห่งความสำเร็จ

1.มีการจดบันทึกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในแต่ละรอบการทำนา และมีการสรุปทุกปีว่าแต่ละปีเจออะไรบ้าง ทำให้สามารถคำนวณและพยากรณ์เหตุการณ์ ฤดูกาล และสภาพภูมิอากาศเบื้องต้น มาใช้เป็นข้อมูลในการวางแผนการผลิต รวมทั้งมีการค้นคว้า  หาข้อมูลความรู้จากสื่อสิ่งพิมพ์ด้านการเกษตร และสังเกต เก็บข้อมูลจากผู้ที่ประสบความสำเร็จจากคนในและนอกพื้นที่  แล้วนำความรู้ที่ได้มาปรับใช้กับพื้นที่นาอย่างเหมาะสมและถูกต้อง ทำให้ผลผลิตที่ได้รับคงที่ และคำนวณค่าใช้จ่าย ต้นทุนกำไรที่เกิดขึ้นได้

2.ยึดหลักคำสอนบรรพบุรุษ ประหยัดได้ 1 บาท เท่ากับเราหาเงินได้ 1 บาท

3.จะซื้อของสิ่งใด ต้องคิดถึงความจำเป็นก่อน แล้วค่อยตัดสินใจซื้อ

4.สิ่งของฟุ่มเฟือย (ไม่ก่อให้เกิดรายได้ แต่มีความสุข) ต้องใช้เงินโบนัสส่วนตัวเท่านั้น

 7.แนวคิดในการทำงาน

การทำการเกษตรที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของตนเอง รวมทั้งสุขภาพของบุคคลากรที่ร่วมงานกับเรา ซึ่งปัจจุบันนี้พยายามลด ละเลิกยาฆ่าแมลงมาใช้สารสกัดสมุนไพรแทนเพื่อก้าวสู่การทำการเกษตรที่ปลอดภัยต่อไป

  1. การทำนาต้องมีการค้นคว้าหาความรู้และเทคโนโลยีใหม่ที่เกิดขึ้นมาปรับใช้กับพื้นที่ของตนเอง และต้องมีการจดบันทึกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพื่อจะได้วางแผนการทำงานและแก้ปัญหาครั้งต่อไป
  2. เปิดทำการทดลองตามความรู้ใหม่ๆที่ศึกษามา หรือดูความเป็นไปได้ แล้วดูผลผลลัพธ์ ซึ่งบางครั้งผลที่ได้ก็ไม่ประสบผลสำเร็จเสมอไป ถูกคนเยาะเย้ย ดูถูกก็ต้องอดทน โดยคิดเสมอว่าเพื่อหาแนวทางที่เหมาะสมกับที่นา หรือพื้นที่หมู่บ้านของเรา
  3. ที่มาของข้อมูล (ผู้ถอดองค์ความรู้)

ชื่อ นางสุกัญญา  ยิ่งเจริญ  ตำแหน่ง  นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรปฏิบัติการ

สำนักงานเกษตรอำเภอไทรน้อย  จังหวัดนนทบุรี

  1. วันเดือนปีที่ถอดองค์ความรู้ 4 กรกฎาคม 2559