ประจำเดือน กุมภาพันธ์ 2559

ดวงแรดมะพราว (Coconut Rhinoceros Beetle)

เตือนเกษตรกรชาวสวนมะพราวในภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต ของประเทศไทยเนื่องจากขณะนี้ พบการระบาดของดวงแรดมะพราวในหลายพื้นที่จึงขอใหเกษตรกรชาวสวนมะพราวหมั่นสํารวจสวนมะพราวอยางสม่ำเสมอ

ชื่อวิทยาศาสตร : ดวงแรดชนิดเล็ก Oryctes rhinoceros
ดวงแรดชนิดใหญ Oryctes gnu
วงศ : Scarabaeodae
อันดับ : Coleoptera
ชื่อสามัญอื่น : –

รูปรางลักษณะ
ดวงแรดมะพราวมี 2 ชนิดไดแกดวงแรดชนิดเล็ก และดวงแรดชนิดใหญ ดวงแรดทั้ง 2 ชนิด
มีรูปรางลักษณะและวงจรชีวิตคลายคลึงกัน
ระยะไข ไขมีลักษณะกลมรี สีขาวนวลมองเห็นไดชัดขนาดกวาง 2 – 3 มิลลิเมตร ยาวประมาณ 3 – 4 มิลลิเมตร เมื่อใกลฟกไขจะมีสีน้ำตาลออน ไขถูกวางลึกลงไปประมาณ 5 – 15 เซนติเมตร ในแหลง

ขยายพันธุที่ผุพัง
ระยะหนอน หนอนเมื่อเริ่มฟกออกจากไข มีลําตัวสีขาว ความกวางของลําตัว 2 มิลลิเมตร ความยาวลําตัว 7.5 มิลลิเมตร หัวกะโหลกสีน้ำตาลออน กวางประมาณ 2 – 2.5 มิลลิเมตรมีขาจริง 3 คู ดานขางลําตัวมีรูหายใจ จํานวน 9 คู เมื่อหนอนกินอาหารแลวผนังลําตัวจะมีลักษณะโปรงใส มองเห็น
ภายในสีดํา หนอนเมื่อโตเต็มที่จะมีขนาดลําตัวยาวประมาณ 60 – 90 มิลลิเมตร

ระยะดักแด เมื่อหนอนเจริญเติบโตเต็มที่จะหยุดกินอาหารและสรางรังเปนโพรง หนอนจะหดตัวอยูภายในเปนเวลา 5 – 8 วัน จึงเปลี่ยนรูปรางเปนสีน้ำตาลแดง กวาง 22 มิลลิเมตร ยาว 50 มิลลิเมตร
ซึ่งสามารถแยกเพศได โดยดักแดของเพศผูสามารถมองเห็นสวนที่เปนระยางคคลาวเขายื่นยาวชัดเจนกวาของเพศเมีย

ระยะตัวเต็มวัย เปนดวงปกแข็งสีดําเปนมันวาว ใตทองมีสีน้ำตาลแดง ความกวางของลําตัว 20 -23 มิลลิเมตรความยาวลําตัว 30 – 52 มิลลิเมตรสามารถแยกเพศได โดยตัวเต็มวัยเพศผูสวนหัวมีเขาลักษณะคลายเขาแรดโคงยาวไปทางดานหนาเล็กนอย เพศเมียมีเขาสั้นกวา และบริเวณปลองสุดทายของ
เพศเมีย มีขนสีน้ำตาลแดงขึ้นหนากวาเพศผู

coco

ก) ไขดวงแรดมะพราว ที่มา : กรมวิชาการเกษตร      ข) หนอนดวงแรดมะพราว ที่มา : กรมวิชาการเกษตร
ค) ดักแดดวงแรดมะพราว ที่มา : กรมวิชาการเกษตร    ง) ตัวเต็มวัยดวงแรดมะพราว ที่มา : กรมวิชาการเกษตร

ลักษณะการทําลาย
ตัวเต็มวัยของดวงแรดเทานั้น ที่เขาทําลายตนมะพราว โดยบินขึ้นไปกัดเจาะโคนทางใบมะพราวหรือปาลมน้ำมันทําใหทางใบหักงาย และยังกัดเจาะทําลายยอดออน ทําใหทางใบที่เกิดใหมไมสมบูรณมีรอยขาดแหวงเปนริ้วๆ คลายรูปสามเหลี่ยม ถาโดนทําลายมากๆ ทําใหใบที่เกิดใหมแคระแกรน รอยแผลที่ถูกดวงแรดกัดเปนเนื้อเยื่อออน ทําใหดวงงวงมะพราวเขามาวางไขหรือทําใหทางใบมะพราวเกิดโรคยอดเนา จนทําใหตนมะพราวตายได

coco2

ฉ) รอยเจาะของดวงแรดมะพราว ที่มา : กรมวิชาการเกษตร
ช) ใบมะพราวที่ถูกดวงแรดทําลาย ที่มา : กรมวิชาการเกษตร

พืชอาศัย
พืชตระกูลปาลมทุกชนิด เชน มะพราว ปาลมน้ำมัน และปาลมประดับ

กรมสงเสริมการเกษตร แนะนําวิธีการปองกันกําจัด ดังนี้
1. ควบคุมโดยวิธีเขตกรรม ไดแก การกําจัดแหลงขยายพันธุ ซึ่งเปนวิธีที่ดีที่สุด ลงทุนนอยและสะดวกเพราะอยูบนพื้นดิน สามารถกําจัดไข หนอน ดักแด และตัวเต็มวัย ไมใหเพิ่มปริมาณไดไดแก
1.1 เผาหรือฝงซากลําตน และตอของมะพราว
1.2 เกลี่ยกองซากพืช กองมูลสัตวใหกระจายออกโดยมีความสูงไมเกิน 15 เซนติเมตร
1.3 ถาจําเปนตองทํากองมูลสัตวนานกวา 2 – 3 เดือน ควรหมั่นพลิกกลับกองปุยหมักหรือนําใสถุงปุยมัดปากใหแนนนําไปเรียงซอนกัน

2. ควบคุมโดยกลวิธี หมั่นทําความสะอาดบริเวณคอตนมะพราวหรือปาลม ตามโคนทางใบมะพราว หากพบรอยแผลเปนรูใชเหล็กแหลมแทงหาดวงแรดเพี่อกําจัดทิ้ง

3. ควบคุมโดยใชกับดักลอฟโรโมน เพื่อลอจับตัวเต็มวัย และนํามาทําลาย
4. ควบคุมโดยชีววิธีใชเชื้อราเขียวเมตาไรเซียม Metarhizium anisopliae คลุกในกองปุยคอกขนาดกองปุยคอก 4 ตารางเมตร ลึกประมาณ 0.5 เมตร คลุกเชื้อราในกองปุยคอก อัตรา 0.5 – 1 กิโลกรัม/กองปุย 1 กอง ครอบคลุมพื้นที่ขนาด 5 ไร

coco3

 

ซ) ลักษณะกองปุยคอกลอดวงแรดมะพราว ที่มา : กรมวิชาการเกษตร ฌ) การใชเชื้อราเมตาไรเซียมในกองปุยคอกลอดวงแรดมะพราว ที่มา : กรมวิชาการเกษตร ญ) และ ฎ) หนอนดวงแรดมะพราวถูกเชื้อราเมตาไรเซียมเขาทําลาย ที่มา : กรมวิชาการเกษตร